Good Mourning

posted on 20 Feb 2011 04:18 by lohengrin
เมื่อวานตอนค่ำ ๆ เพิ่งได้รู้ข่าวว่าน้องที่รู้จักกันตอนไปค่ายอาสา สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
ตัดสินจากโลกนี้ไปด้วยความต้องการของตัวเอง
 
ผมไม่ได้สนิทกับน้องเขามาก แต่ก็รู้สึกเศร้าเหลือเกิน
 
ผมมองเห็นภาพวันนั้นตอนที่น้องเขายังมีชีวิตอยู่
 
น้องเขาเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดจา
 
ผมเคยไปแกล้งแหย่น้องเขาเล่น ๆ อยากคุยกับเขาบ้าง
 
เขาก็ได้แต่ยิ้ม ๆ
 
จากครั้งนั้นมาก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย กระทั่งมารู้ข่าวร้าย
 
เมื่อก่อนผมมองว่าคนฆ่าตัวตายนี่เขาไม่เสียดายกันบ้างเหรอ
 
ขอโทษนะครับ บางทียังรู้สึกเลยว่า เป็นความคิดที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย
 
แต่พอมันเกิดขึ้นกับคนรู้จักแล้ว ความคิดนั้นไม่อยู่ในหัวเลยครับ
 
มันอึ้ง ๆ เบลอ ๆ เหมือนช่วงเวลาที่น้องเขาคุยกับผมวันนั้นเป็นความฝัน
 
ผมไม่อยากเข้าใจนะครับว่านาทีนั้นน้องเขาคิดอะไรอยู่
 
เห็นใจได้ เจ็บปวดได้ แต่เราไม่มีทางเข้าใจเลยจริง ๆ
 
ถึงผมจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย แต่ผมเชื่อว่า "นรก" มีจริง
 
มันมีตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่นี่แหละครับ
 
ดูแลคนที่ยังมีชีวิตอยู่กันให้ดี ๆ
 
 
 
 
 
 
ผมไม่อยากให้เรามาแคร์ใจกันเฉพาะตอนที่ตายไปแล้ว
 
มันน่าเศร้าเกินไป...
 
 
ปล. ขอไว้อาลัยให้กับน้องชมพูด้วยนะครับ ถึงจะเป็นเวลาแค่สั้น ๆ แต่เราก็ยินดีที่ได้รู้จักและใช้เวลาร่วมกันนะ
ถ้าชาติภพหน้ามีจริง ขอให้ชมพูได้ไปเกิดในที่ดี ๆ มีคนรักและเอาใจใส่มาก ๆ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปร่วมงานศพ แต่พี่จำทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้นะครับ
 
*หมายเหตุ โรคซึมเศร้านั้นร้ายแรงมากนะครับ ถ้ารู้จักใครที่มีอาการก็ขอให้ดูแลใส่ใจเขามาก ๆ พวกเขาไม่ได้บ้า ไม่ได้มีปัญหาทางจิตด้วย เขาแค่เศร้าจนต้องเอาชีวิตมาสร้างบาดแผลให้ใครสักคนที่เขาแคร์มาก ๆ ซึ่งนั่นไม่ควรเกิดขึ้นกับใครเลยจริง ๆ
 
 

edit @ 20 Feb 2011 05:13:38 by ทั่นสมโอ๊ต

ภาพยนตร์ไม่จบ:(500) Days of Summer

posted on 12 Dec 2010 00:30 by lohengrin in movie

"ภาพยนตร์ไม่จบ" ว่าด้วยเรื่องของภาพยนตร์ที่จบลงตามเวลาฉาย แต่ไม่หายไปจากชีวิต

(อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน ดูจบแล้วค่อยอ่านจะดีมาก แต่ถ้ายังไม่ได้ดู ก็ไม่ว่ากันนะ)

(500) Days of Summer

ตกลงคือพรหมลิขิตใช่ไหม ?

               

                คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตกันไหมครับ

เป็นไปได้ไหมครับ ว่าคนคนหนึ่งเกิดขึ้นมาบนโลกที่มีประชากรหกพันห้าร้อยล้านคน จะมีคนอีกหนึ่งคนเกิดขึ้นมาเพื่อพบกัน รู้จักกัน รักกัน และเป็นคู่กันไปจนตราบฟ้าดินสลาย

                ลองเทียบเป็นตัวเลขง่าย ๆ จากคนทั้งโลก 6,500,000,000 คน (ไม่นับรวมตัวคุณเอง) สมมติว่า โลกมีผู้ชายและผู้หญิงอย่างละครึ่ง โอกาสที่คุณจะได้พบกับมนุษย์คนเดียวที่ถูกสร้างมาเพื่อคุณ (ในกรณีที่ชายคู่กับหญิง) จะเท่ากับร้อยละ 0.00000000307692307692 โดยประมาณ

                นี่มันตัวเลขอะไรกัน!!?

                อย่าเพิ่งกังวลไปครับว่าชีวิตนี้คุณจะไม่มีคู่แท้ปาฏิหาริย์อะไรกับใครเขา หากเคยเห็นคุณตาคุณยายที่เขาอยู่ด้วยกันและรักกันจนกระทั่งอีกฝ่ายตายจากกันไปใช่ไหมครับ นั่นแหละสิ่งที่เกิดขึ้น และดูเหมือนว่าจะมีเยอะจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าง่ายกว่าตัวเลขง่าย ๆ โง่ ๆ ที่ผมคำนวณออกมาเสียอีก

                นี่คงเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดในความหมายของพรหมลิขิต

                สำหรับหนุ่มคนซื่อ นักเขียนคำอวยพรบนการ์ดที่ชื่อ ทอม แฮนเซ่น ผู้ชื่นชอบฟังเพลงป๊อบอังกฤษสุดเศร้า การได้พบกับ ซัมเมอร์ ฟินน์ เลขาสาวสวยของเจ้านายนั้น ยิ่งตอกย้ำแนวความคิดที่ว่า วันหนึ่งใครสักคนที่เป็นของเขาจะปรากฏตัวและครองรักกันไปตราบนานเท่านาน ได้เป็นอย่างดี

                ขณะที่เธอไม่คิดเช่นนั้น  

                “คู่แต่งงานสมัยนี้จบลงด้วยการหย่าร้างทั้งนั้นแหละ” เธอเคยพูดเอาไว้

 

                ทั้งสองคนข้างต้นเป็นตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง (500) Days of Summer ที่มีคำโปรยอยู่บนโปสเตอร์ว่า This is not a love story. This is a story about love. ซึ่งก็จริงอย่างว่า เพราะในเรื่องเราจะได้เห็นทอมอกหัก นึกถึงความสัมพันธ์ที่เขามีกับซัมเมอร์ แล้วก็อกหัก แล้วก็เจอเธออีกครั้ง แล้วก็อกหักอีก แล้วก็นึกถึงเธอ แล้วก็อกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเรื่อย ๆ โดยไม่ลำดับเวลา นั่นทำให้ฉุกคิดได้ว่า จริง ๆ แล้วที่เรารู้สึกเสียใจจากการอกหักนั้น ไม่น่าจะมาจากการได้ยินคำว่า “เราเลิกกันเถอะ” แต่มาจากการที่เราได้เห็นภาพหลอนของคืนวันดี ๆ เหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาต่างหาก

                อาการทั้งหมดทำให้เรา ทั้งคนดูและทอมน่าจะตระหนักถึงมัน

                พรหมลิขิตมีตัวตนอยู่จริง ๆ หรือ

                ความเชื่อเรื่องพรหมลิขิตนั้นมีมานานแสนนาน ในหลาย ๆ วัฒนธรรม เช่น Soulmate ของฝรั่ง ที่เชื่อกันว่ามนุษย์นั้นเกิดมามีวิญญาณเพียง “ครึ่งเดียว” แล้วมีคนอื่นที่มีอีกครึ่งหนึ่งของเราอยู่ ความเชื่อเรื่องด้ายแดงของชาวจีน ที่เชื่อกันว่ามนุษย์นั้นมีด้ายแดงที่มองไม่เห็น ผูกเข้าไว้ด้วยกัน และความเชื่อไทย ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี คือเรื่องเนื้อคู่ เรื่องกรรม คนเราเกิดมาพบเจอกันก็เพราะกรรมบางอย่างที่ได้ก่อร่วมกัน

ความเชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่ามนุษย์เชื้อชาติใด ภาษาใด ก็ต่างรู้สึกได้ถึงความไม่น่าจะเป็น (ที่มีชื่อเรียกเข้าใจง่ายกว่าอีกชื่อว่า ความบังเอิญ) ที่คนเราได้มาพบกัน รักกัน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นการอธิบายบางสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแนวความคิดเก่าแก่ของมนุษย์ที่ว่าบางสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถหาสาเหตุได้นั้น เป็นฝีมือของสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นที่มาของคำว่า “มันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว”

ทอมคิดว่าเขาจะมีความสุขได้ ก็ต่อเมื่อมีซัมเมอร์อยู่ข้าง ๆ เธอคือ “คนที่ใช่” สำหรับเขา แต่เธอไม่เคยคิดเช่นนั้นแม้แต่น้อย เธอบอกกับเขาเพียงแค่ว่า “ฉันอยากให้มันเป็นไปแบบสบาย ๆ” ขณะที่ทั้งคู่ใช้เวลาดี ๆ ร่วมกัน ทั้งการเลือกแผ่นเสียง วิ่งเล่นในร้านเฟอร์นิเจอร์ บอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวต่าง ๆ นานา หรือกระทั่งมีเซ็กซ์

แม้คำพูดนั้นของซัมเมอร์จะดูเห็นแก่ตัว แต่ผมก็เห็นว่าเธอค่อนข้างยุติธรรม เสมอต้นเสมอปลาย และค่อนข้างยอมรับในตัวทอมมากทีเดียว จากการที่เธอแสดงให้เห็นว่าอย่างไรเสีย เธอก็ไม่เคยรู้สึกกับทอมต่างไปจากเดิมเลย แม้ว่าจะเลิกรากันไปแล้ว ทั้งการชวนเต้นรำในงานแต่งงานของเพื่อนร่วมงาน และชวนเขาไปปาร์ตี้บนดาดฟ้า เธอก็ยังคงปฏิบัติต่อเขาเช่นเดิมตามปกติ

ทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้

สำหรับทอม หรือใครก็ตามที่คิดอย่างเขา มันเจ็บปวดมาก

ส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนค่อนข้างเชื่อว่าการรับมือกับความสัมพันธ์ในยุคสมัยนี้ในวิธีของเธอนั้นดูเป็นทางออกที่ไม่เลวทีเดียว เพราะความรักไม่น่าจะเกิดขึ้นในไม่กี่วินาที่เราได้เจอกับคนที่ใช่ จริงอยู่ความประทับใจในครั้งแรกและความเข้ากันได้นั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการเรียนรู้และปรับตัวเขาหากันในจุดที่ “พอดี” และ “ลงตัว” ที่สุดไม่ใช่หรือ

 “ทอม พี่คิดว่าเธอเป็นคนที่ใช่ แต่หนูไม่คิดอย่างนั้นนะ” น้องสาววัยสิบกว่าขวบผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสัมพันธ์สมัยใหม่ (!?) บอกกับเขา “ในทะเลยังมีปลาอีกมากมายนะ ดูเพื่อน ๆ หนูสิ เขากรี๊ดพี่กันจะตาย”

“จริงของน้อง” ทอมหันไปมองน้องสาวของเพื่อน ๆ ส่งยิ้มให้ ”แต่พวกนั้นเป็นลูกปลานะ” เขายิ้ม

ในวันที่ทอมทำใจรับกับเรื่องที่เกิดได้ เขาไปกลับนั่งที่สวนสาธารณะที่เขาเคยไปนั่งกับซัมเมอร์ในวันวาน ที่ที่เคยบอกกับเธอว่าเขาชอบนั่งมองเมืองที่เขาอยู่จากมุมนี้มากที่สุด ระหว่างที่เขาพักเหนื่อยจากการตระเวนสมัครงานสถาปนิก ซัมเมอร์ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมแหวนแต่งงาน (ที่เขาเห็นมาก่อนหน้านี้แล้ว) นี่คือส่วนหนึ่งในบทสนทนาระหว่างทั้งสองคน

“รู้มั้ย ว่าอะไรที่แย่ที่สุด” ทอมกล่าว “การรู้ว่าทุกอย่างที่เราเคยเชื่อกลายเป็นเรื่องงี่เง่าไง...มันแย่จริง ๆ นะ”

“หมายความว่ายังไง” ซัมเมอร์หันมาถามทอม

“ก็เรื่อง พรหมลิขิต คู่แท้ รักแท้ อะไรที่ดูเป็นนิยายพวกนั้น” ทอมยอมรับมันโดยดี “คุณพูดถูก ผมน่าจะฟังคุณ”

“ไม่หรอก” ซัมเมอร์ยิ้มให้เขา

“อะไรเหรอ คุณยิ้มทำไมกัน” เขาหันมาสบตาเธอ “ทำไมถึงมองผมอย่างนั้นล่ะ”

“คุณรู้อะไรมั้ย ฉันนั่งอยู่ในร้านแซนด์วิช อ่าน โดเรียน เกรย์ อยู่ ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามฉันเรื่องหนังสือที่อ่าน แล้วตอนนี้เขาก็กลายเป็นสามีฉัน”

“แล้วยังไง”

“แล้วถ้าฉันไปดูหนังล่ะ ถ้าฉันไปกินข้าวกลางวันที่อื่น หรือถ้าฉันไปที่นั่นช้าสิบนาที” ซัมเมอร์อธิบาย “มันถูกกำหนดไว้แล้ว” เธอหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “แล้วฉันก็คิดว่า...ทอมพูดถูกแล้วแหละ”

“เพียงแค่คนที่ใช่ของเธอ ไม่ใช่ฉันเท่านั้นเอง”

ฉากนี้จบลงโดยที่ไม่มีน้ำตาของใครสักคน

ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก

พรหมลิขิตเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดา มันจะเกิดขึ้นเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร กับใคร หรือกระทั่งมีจริงหรือเปล่า ไม่มีใครรู้ชัดแจ้ง มาร์ค เวบบ์ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ไม่ได้บอกชัดเจนว่าเขาเชื่อในมันมากแค่ไหน เขาเพียงบอกกับผมที่เป็นคนดูหนังเรื่องนี้ผ่านมาทางสิ่งที่เคลื่อนไหวบนจอภาพ และเสียงในลำโพงว่า บนโลกนี้มีสิ่งที่เป็นไปได้มากมายเต็มไปหมดไม่ว่าเราจะเรียกมันว่า ความบังเอิญ โชคชะตา บุญกรรม พรหมลิขิตหรืออะไรก็ตาม เมื่อมีการพบเจอ การพลัดพรากก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน ไม่ว่าเราจะยินยอมหรือไม่ ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป ความเจ็บปวดที่ทอมได้พบอาจบอกกับเราได้ว่าควรจะทำอย่างไรกับอดีตแสนหวานที่ผ่านมา     

ส่วนเรื่องคนที่ถูกสร้างมาเพื่อเรานั้น ห้าร้อยวันคงไม่เพียงพอที่จะยืนยัน

เราอาจต้องใช้เวลาพิสูจน์กันไม่จบไม่สิ้น

 

edit @ 12 Dec 2010 00:35:01 by ทั่นสมโอ๊ต

edit @ 12 Dec 2010 00:39:27 by ทั่นสมโอ๊ต

The Weird Couple #21 - No, Thanks

posted on 14 Sep 2010 07:48 by lohengrin in cartoon